ข่าว คอลัมน์
หน้าแรก / ข่าวฟุตบอล / มรดกฟุตบอลโลกของโมร็อกโก: จากทะเลทรายเม็กซิโกสู่ความยิ่งใหญ่ที่กาตาร์

มรดกฟุตบอลโลกของโมร็อกโก: จากทะเลทรายเม็กซิโกสู่ความยิ่งใหญ่ที่กาตาร์

แชร์ไป Facebook
แชร์ไป X

Legacy ของ GOAL พาไปถอดบทเรียนเส้นทางโมร็อกโกในฟุตบอลโลก ตั้งแต่การจุดประกายความฝันไปจนถึงรอบรองชนะเลิศที่กาตาร์ พร้อมบทเรียนแรงใจจากชาติที่ร่วมฝันด้วยกัน โฟกัสคำหลัก โมร็อกโก ฟุตบอลโลก

การหว่านเมล็ดแห่งฝัน

ในปี 1970 โมร็อกโกกลายเป็นทีมจากทวีปแอฟริกาทีมแรกที่ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการ ในฐานะตัวแทนทวีปเพียงรายเดียวหลังจากการคว่ำบาตรฟุตบอลโลกปี 1966

ในการปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีโลกร่วมกัน ความประสบการณ์ยังไม่มาก พวกเขาแพ้เวสต์เยอรมัน 2-1 และแพ้เปรู 3-0 หนังสือพิมพ์ยุโรประบุว่าโมร็อกโกมามีส่วนร่วมมากกว่า แต่ยังไม่พร้อมแข่งขันเต็มที่ แต่ทีมยังคงรักษาศักดิ์ศรีไว้

ในการแข่งขันนัดสุดท้ายกับบัลแกเรีย มาห์ูบ กาซูอานี ทำประตูสวยช่วยให้เสมอ 1-1 นักเตะโมร็อกโกเต้นรำบนสนาม เป็นครั้งแรกที่ทีมจากแอฟริกามีคะแนนในฟุตบอลโลกได้

แฟนบอลโมร็อกโกในสนามมีไม่กี่พันคน แต่เสียงของพวกเขาดังกึกก้องสนาม ในขณะเดียวกันชาวโมร็อกโกทั่วประเทศเฉลิมฉลอง พวกเขาปลูกเมล็ดแห่งความหวังให้โลกรู้ว่าอย่าประมาทโมร็อกโกอีกต่อไป

การประกาศศักดา

สิบหกปีแห่งการรอคอย ฝันและความหวังถูกทดสอบ และอีกครั้งในปี 1986 โมร็อกโกกลับสู่เม็กซิโก เหมือนโชคชะตาต้องการให้พวกเขาทวงสิ่งที่เคยพลาด

โค้ชของทีมซึ่งเป็นชาวบราซิล โจเซ ฟาเรีย ได้รับการยกย่องและถูกเรียกว่า มหดี ฟาเรีย รวมถึงพระมหากษัตริย์ฮัสซันที่สองที่มอบสัญชาติให้เขา

โมร็อกโกถูกวางไว้ในกลุ่มที่โหดประกบอังกฤษ โปแลนด์ และโปรตุเกส สื่อยุโรปไม่ให้ความสนใจโมร็อกโกในบทวิเคราะห์ ทว่าพักในหอพักธรรมดา แต่ไม่ถูกดูหมิ่นและใช้ความท้าทายนี้เป็นแรงจูงใจ

นัดแรกกับโปแลนด์จบ 0-0 โลกต้องช็อกที่ทีมแอฟริกันหยุดทีมยุโรปได้ ต่อมานัดที่สองกับอังกฤษก็จบ 0-0 โดยผู้รักษาประตูบาดู ซากี ป้องกันได้อย่างยอดเยี่ยม

สื่อสเปนตั้งชื่อกลุ่มว่า กลุ่มแห่งการนอนเพราะมีประตูรวมกันน้อย แต่ในนัดสุดท้าย Atlas Lions ตื่นขึ้น พวกเขาคว้าชัยชนะเหนือโปรตุเกสและผ่านเข้ารอบ 16 ทีมเป็นครั้งแรกของแอฟริกา

รอบถัดไปพบเวิร์ต เยอรมัน หนึ่งในทีมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก โมร็อกโกสู้เต็มที่ 85 นาที แต่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ลอทาร์ มัททัช ยิงฟรีคิกให้เยอรมันชนะ 1-0

การออกจากเวทีอย่างโหดร้าย

หลังจากห่างหายจากฟุตบอลโลกไป 12 ปี โมร็อกโกกลับมาแข่งขันในเวิลด์คัพ 1998 ที่ฝรั่งเศส ภายใต้การคุมทีมของเฮนรี มิเชล ที่เป็นโค้ชชาวฝรั่งเศส แต่ถูกวางอยู่ในกลุ่มที่ประกอบด้วยบราซิล แชมป์เก่า นอร์เวย์ และสกอตแลนด์

โมร็อกโกเสมอกับนอร์เวย์ 2-2 จากประตูของอับเดลจาลิล ฮัดดา และซาลาเฮดีน บาซีร์ แต่แพ้บราซิล 0-3

นัดสุดท้ายพบสกอตแลนด์ โมร็อกโกเล่นด้วยความกล้าหาญและร้อนแรง ชนะ 3-0 บาซีร์ทำสองประตู ฮัดดาเพิ่มหนึ่ง

โมร็อกโกคิดว่าตนเข้ารอบน็อกเอาท์ได้ แต่โชคร้ายในนาทีที่ 83 ของเกมที่อีกสนาม นอร์เวย์คืนฟอร์มเสมอบราซิล และในช่วงเวลาหลังสุดมีจุดโทษที่ให้กับนอร์เวย์ พวกเขาทำประตูได้ 2-1 ทำให้โมร็อกโกตกรอบ

ผู้เล่นและแฟนๆ โมร็อกโกต่างน้ำตาไหลเมื่อทราบข่าว โค้ชมิเชลแสดงความโกรธ แต่ชาติก็ได้ปลอบใจด้วยสัญชาติที่พระมหากษัตริย์มอบให้

ออกจากทุ่งทรายอันหนาวเหน็บ

จากนั้นเป็นเวลากว่า 20 ปี โมร็อกโกหายไปจากฟุตบอลโลก รุ่นต่อๆ มายังเติบโตโดยไม่เห็นทีมชาติตนบนเวทีโลก

ทุกสี่ปีชาวโมร็อกโกมักเชียร์ทีมจากประเทศอื่น แต่หัวใจยังคงฝันถึงโมร็อกโก

แล้วในปี 2018 ที่รัสเซีย โมร็อกโกกลับมาอีกครั้ง ความหวังยังมี พวกเขาต่อสู้กับอิหร่าน โปรตุเกส และสเปน แต่แพ้ทุกนัดด้วยประตูเดียว

โชคชะตากำลังเตรียมบางสิ่งที่ใหญ่กว่า เมื่อความฝันของโมร็อกโกกำลังจะกลายเป็นจริงในกาตาร์

ปาฏิหาริย์

ก่อนฟุตบอลโลกรุ่นแรกบนดินอาหรับ วาลิด เรกรากี ผู้ฝึกสอนหนุ่มของโมร็อกโกเข้ามาคุมทีมเพียงสามเดือนก่อนการแข่งขัน ทุกคนบอกว่านี่เป็นงานที่เป็นไปไม่ได้ แต่เรกรากีกล่าวว่าผู้ที่ไม่เชื่อว่าโมร็อกโกสามารถคว้าแชมป์โลกจะไม่มาหากาตาร์

เขาพาเอาสตาร์จากยุโรปอย่าง ฮาคิม ซิเยช, อัคราฟ ฮาคิมี และนูไซร์ มาซราอูอีมาร่วมกับดาวรุ่งจากอะคาเดมี่ Mohammed VI Academy เป็นหนึ่งทีม ใจเดียว

พวกเขาอยู่ในกลุ่ม F ร่วมกับโครเอเชีย เบลเยียม และแคนาดา ซึ่งหลายคนไม่คาดหวังว่าจะสร้างผลงานมาก

นัดแรกเสมอโครเอเชีย 0-0

แล้วปาฏิหาริย์เริ่มขึ้นด้วยชัยชนะเหนือเบลเยียม 2-0 ตามด้วยชนะแคนาดา 2-1 ทำให้โมร็อกโกคว้าแชมป์กลุ่มเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ และยังไม่จบเพียงเท่านี้

รอบน็อกเอาท์พบสเปน ผู้รักษาประตูยัสซีน บูนู เซฟจุดโทษสำคัญหลายครั้ง ในขณะที่ฮาคิมีปิดผนึกด้วยการยิงปันนัง เป้าหมายของเขายังเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญของทีมแอฟริกัน

โมร็อกโกเป็นชาติอาหรับแรกที่เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก ทั้งโลกเฉลิมฉลอง ตั้งแต่ไคโรถึงเบรุต และท้องถนนในหลายเมืองถูกไฟสีของโมร็อกโกส่องสว่างบน Burj Khalifa เพื่อแสดงความสามัคคี

ต่อไปคือโปรตุเกสของคริสเตียโน โรนัลโด แต่โมร็อกโกไม่กลัว เรกรากีกล่าวกับลูกทีมว่า พวกเจ้าพอแล้วที่จะต่อสู้ พิสูจน์ให้โลกรู้

ในนาทีที่ 42 ยูสเซฟ เอน-เนสซรีย์ โหม่งประตูนำ 1-0 ช่วงเวลาที่เหลือยืนยันชัยชนะ และทำให้โมร็อกโกกลายเป็นทีมจากทวีปแอฟริกาที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ

มรดกนิรันดร์

จากทะเลทรายของเม็กซิโกในปี 1970 สู่ผืนทรายของกาตาร์ในปี 2022 โมร็อกโกไม่เคยเป็นเพียงผู้เข้าร่วมฟุตบอลโลก ในเวทีโลก

Atlas Lions เรียนรู้ว่าความฝันไม่เคยดับ แม้ต้องรอถึง 36 ปี ให้มันกลายเป็นจริง พวกเขาเรียนรู้ว่าคนเล็กสามารถชนะคนใหญ่ได้เมื่อมีความเชื่อและความมุ่งมั่น

พวกเขาพร้อมลุยต่อในฟุตบอลโลกปี 2026 เพื่อเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่

ข่าวล่าสุด