ข่าว คอลัมน์
หน้าแรก / ข่าวฟุตบอล / บาร์เซโลนา พบ แอตเลติโก มิดริด เสมอกันแบบไร้สกอร์ ก่อนดวลนัดสองลุ้นเข้าชปล

บาร์เซโลนา พบ แอตเลติโก มิดริด เสมอกันแบบไร้สกอร์ ก่อนดวลนัดสองลุ้นเข้าชปล

แชร์ไป Facebook
แชร์ไป X

ศึกลาลีกา ระหว่างบาร์เซโลนา กับแอตเลติโก มาดริด จบลงด้วยผลเสมอแบบไร้ประตู ก่อนนัดสองที่เสี่ยงลุ้นโควตาชปล ทั้งสองฝ่ายต้องรอคำตอบบนสนามอีกครั้ง

บทวิเคราะห์: ผู้เล่นที่มีกลยุทธ์เรียกว่า การ์ดฆ่า สามารถเปลี่ยนเกมได้ด้วยตัวเอง

ในโลกฟุตบอลที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว บางนักเตะมีกลยุทธ์พิเศษที่เรียกกันว่า การ์ดฆ่า ความสามารถเฉพาะตัวที่สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ด้วยตัวเอง

บาร์เซโลนาเป็นฝ่ายครองเกมในครึ่งแรกตามที่คาดหวัง ก่อนที่การไล่ออกของแนวรับ พอล โคปาร์เซ จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

การไล่ออกดังกล่าวสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ นิโก กอนซาเลซ ของแอตเลติโก มาดริด เมื่อสี่วันที่แล้วในลา ลีกา ที่ทั้งสองทีมเสมอกัน 1–1

ในครึ่งหลัง บาร์เซโลน่าใช้ความเหนือชั้นตัวเลขในการเล่นและได้ประตูจากผลงานคลีนิตของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ทำให้พวกเขาเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์ลา ลีกา

อย่างไรก็ดี บทกลายเป็นตรงกันข้ามเมื่อการไล่ออกของ คอบาร์ซี ส่งผลให้ทีมเยือนได้ฟรีคิกอันตราย และกองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ ฮูลิอาน อัลวาเรซ ยิงอย่างเฉียบคม ลูกฟรีคิกดังกล่าวมุมบนจากช่วงทดเวลาครึ่งแรก (45 นาที) ส่วนลูกยิงจบจาก อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอท ในช่วงนาทีที่ 70 ส่งผลให้สกอร์กลับมาเสมอกัน 2–1

โดยสรุป เกมนี้เป็นไปตามโมเมนตัมที่เกิดจากสองจังหวะสำคัญ ได้แก่ ใบแดงและลูกฟรีคิกต่อมา แม้บาร์เซโลน่าจะเป็นฝ่ายครองบอลและบุกมากกว่า แต่ก็ไม่สามารถแปรสภาพเป็นประตูได้ ขณะที่แอตเลติโก มาดริดต่อสู้ด้วยเกมรับที่มีระเบียบและจังหวะโต้กลับที่เฉียบคม

หลังจากนี้นัดสองจะมีความหมายอย่างชัดเจน เพราะมีสิ่งสำคัญอย่างโควตาชปลที่ยังเปิดกว้างอยู่

ประเด็นผู้ตัดสินและจังหวะที่ถูกถกเถียงในเกมดาร์บีสเปน

ในเกมดังกล่าวมีการถกเถียงที่ตามมาจากจังหวะสัมผัสที่ก่อให้เกิดข้อสงสัย จนถึงวินาที 54 ผู้รักษาประตู อัน โฮมุสโซ ของแอตเลติโก ส่งลูกเตะจากคิกออฟไปให้แนวรับ มาร์ก บ็อปลเล็ต ซึ่งต่อมานำไปสู่การจับบอลด้วยมือและเล่นบอลซ้ำในกรอบเขตโทษ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เล่นบาร์เซโลน่าบางส่วนประท้วงทันที โดยอ้างว่า ปิเก้ ทำแฮนด์บอล แต่ผู้ตัดสิน อิสต์วาน โควัคส์ ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 20 หลายก้าว ได้สั่งให้เล่นต่อ โดยผู้ช่วยวิดีโอวีเออาร์ (VAR) ที่ห้องควบคุมที่คัมป์ นู ไม่แนะนำให้มีการเรียกตรวจเพิ่มเติม

หลังจบเกม ชาบี เอร์นานเดซ ผู้จัดการทีมบาร์เซโลนา แสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินดังกล่าว ในขณะที่กัปตันทีมแอตเลติโก มาดริด โกเก เรียกร้องให้สื่อมวลชน 'เดินหน้าต่อไป'

รีเพลย์ทางโทรทัศน์ดูชัดเจนว่าแขนของ เปิเก้ อยู่ในท่าที่ผิดธรรมชาติ แต่การไม่มีการใช้ VAR ทำให้ประเด็นนี้ยังถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงต่อไป

จากมุมมองกฎหมายฟุตบอล ตามกฎข้อ 12 ของกฎและข้อบังคับการเล่น หากการสัมผัสมือปฏิเสธโอกาสทำประตูอย่างชัดเจน ควรเป็นฟรีคิกนอกกรอบหรือจุดโทษในกรอบที่ถูกร้องขอ แต่ผู้ก่อเหตุอ้างว่าการตัดสินขาดการรีวิวเป็นการรักษากระแสบอลให้ไหลไปต่อ

แฟนบอลบนโซเชียลมีเดียเปรียบเหตุการณ์นี้กับประเด็นถกเถียงที่คล้ายคลึง เช่น หนึ่งในจังหวะมือของ ดิเอโก กอดิน ในฟุตบอลโลก 2018 ที่กานไม่ถูกลงโทษ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงนานหลังเสียงนกหวีดสุดท้าย

คำกล่าวอ้างว่า ทั้งหมดเป็นแค่การพูด นำไปสู่การลงสนามจริงอย่างไร้ทิฐิ

คำกล่าวเชิงอธิบายของฟุตบอลที่ว่า ทั้งหมดเป็นเพียงการพูดไม่ลงสนาม สะท้อนความผิดหวังของแฟนบอลและผู้ฝึกสอนเมื่อสัญญาและคำมั่นสัญญาก่อนเกมไม่ถูกลงในสนาม

สำนวนอาหรับجعججة بلا طحن แปลได้ว่า เสียงดังแต่ไม่มีการลงมือทำ เป็นเครื่องเตือนใจว่าคำมั่นก่อนเกมต้องแปลสู่ผลงานจริงบนสนาม

เหตุการณ์ในคืนนี้ยืนยันว่า ความมีน้ำหนักของผลการแข่งขันมักอยู่ที่ผลการแข่งขันจริง ไม่ใช่คำพูดลมแล้ง

สถิติบ่งชี้ความเหนือกว่าของบาร์เซโลนา แต่ยังไม่พอในการเรียกร้องชัยชนะ

บาร์เซโลน่าครองบอล 58.3% และมีโอกาสยิง 18 ครั้ง ตั้งเป้าหมายเข้ากรอบ 7 ครั้ง ขณะที่แอตเลติโก มาดริดมีโอกาสยิง 5 ครั้ง โดยเข้ากรอบ 3 ครั้ง

ค่าเฉลี่ยประตูที่คาดคิด (xG) ของบาร์เซโลน่าอยู่ที่ 1.21 เทียบกับ 0.45 ของแอตเลติโก มาดริด ตามข้อมูลของ UEFA และ Opta

บาร์เซโลนายิงรวม 18 ครั้ง แต่เข้ากรอบเพียง 7 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรุกที่ยังไม่เฉียบคมพอในจังหวะสุดท้าย

ในทางกลับกัน แอตเลติโก มาดริดมีการยิงน้อยกว่า แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในจังหวะบอลเร็วและการโต้กลับ โดยมี 3 shots จากนอกกรอบที่ต้องเซฟโดยผู้รักษาประตูเจ้าบ้าน

เชิง tactically บาร์เซโลน่ากดดันสูงถึง 70% ของการดวลในครึ่งสนามของคู่แข่ง ขณะที่ความแม่นยำการผ่านบอลในพื้นที่อันตรายอยู่ที่ 87% แต่จบมุมการจบสกอร์ยังคงไม่เฉียบคมพอ

สถิติสรุปว่า การครองบอลและความกดดันของบาร์เซโลน่าไม่สามารถแปรสภาพเป็นประตูได้ ขณะที่แอตเลติโก มาดริดตอบโต้ด้วยการป้องกันที่เป็นระบบและจังหวะโต้กลับที่มีประสิทธิภาพ

จุดเปลี่ยนที่ชี้ขาดและแนวทางของแอตเลติโก มาดริดในการลุ้นลึกถึงรอบรอง

ในสนามที่ เห็นได้ชัดว่า ความเสียเปรียบตัวเลขส่งผลต่อความฟิตร่างกายของบาร์เซโลน่า ซึ่งกุนซือ ดิเอโก ซิมอเน่ ของแอตเลติโก มาดริด ใช้ประโยชน์จากแนวรับที่มีระเบียบและการเปลี่ยนผ่านที่คมเฉียบ เพื่อโจมตีจุดอ่อน

ผู้รักษาประตูอันโตนิโอ มัสโซ ของบาร์เซโลน่ามีบทบาทสำคัญ เซฟถึง 7 ครั้ง ขณะที่ผู้รักษาประตูทีมเยือน ฮวน มุสโซ ของแอตเลติโก สามารถป้องกันได้ถึง 7 ครั้ง

ด้วยการขาดความเฉียบคมในการจบสกอร์ของบาร์เซโลน่า ฤดูกาลนี้ ฮันซี ฟลิค ผู้จัดการทีมบาร์เซโลนา พยายามปรับทัพด้วยการเปลี่ยนผู้เล่นในแนวรับและแดนกลาง โดยนำ เฟร์ราน โลเปซ มาควบคู่ Lewandowski ตามด้วยการส่ง กาบี และ เปดรี ลงสนามต่อมา

ต่อมา เฟร์ราน โลเปซ ลงมาแทน เลวานดอฟสกี ตามด้วยการส่ง เฟร์ราน ตอร์เรส ลงแทน มาร์คัส ราชฟอร์ด และ อาราอูโช ลงแทน จูลส์ กูนเด ก่อนจะส่ง อาเลฆานโดร บัลเด ลงเล่นแทน แคนเซโล่ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดไม่สามารถทำลายแนวรับของแอตเลติโก มาดริดได้ และเจ้าบ้านรักษาความได้เปรียบไว้จนจบเกม

ข่าวล่าสุด